หลักทฤษฎีปัญจธาตุสามารถใช้แทนถึงความสัมพันธ์ของหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและร่างกายของมนุษย์เรา อาทิ ฤดูกาล รสชาติ สีสัน ทิศทาง อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และรวมถึง “อารมณ์ทั้ง 7” (อารมณ์ที่สังกัดธาตุทั้ง 5) ดังนี้
อารมณ์โกรธ ส่งผลต่อตับ ทำให้ชี่และหยางของตับลอยขึ้นบน เกิดความร้อนหรือไฟขึ้นเผาผลาญเลือดในตับที่สะสมไว้ ซึ่งเรามักจะเห็นผู้ที่มีอารมณ์โกรธจนหน้าแดง ในบางรายอาจมีอาการปวดสีข้างร่วมด้วย เป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “โกรธจนปวดตับ” นั่นเอง
อารมณ์ดีใจ ส่งผลต่อหัวใจ โดยอารมณ์ดีใจที่พอประมาณ ทำให้ชี่ผ่อนคลายลง หากดีใจสุดขีดจะทำให้การกำกับสติความนึกคิดของหัวใจเสียไป และจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่ตัวเรา หรือที่เราชอบพูดกันว่า “ดีใจจนกระโดดโลดเต้น”
อารมณ์ตกใจ ส่งผลให้การไหลเวียนของชี่สับสน ผู้ที่ตกใจจึงมีอาการตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกและใจสั่น หากตกใจมากๆจะทำลายชี่ของหัวใจซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
อารมณ์ครุ่นคิด ส่งผลต่อม้าม เพราะการครุ่นคิดมาก ๆ จะทำให้การทำงานของม้ามและกระเพาะอาหารลดลง พลังชี่ติดขัด เกิดอาการไม่สบายท้องและเบื่ออาหาร หรือที่เรามักจะได้ยินใคร ๆ พูดกันเป็นประจำว่า “เครียดลงกระเพาะ” หรือ “เครียดจนไม่เป็นอันกินอันนอน”
อารมณ์เสียใจ และ อารมณ์กลัดกลุ้ม ส่งผลต่อปอด เนื่องจากปอดจะกำกับดูแลพลังชี่ทั่วร่างกาย ดังนั้น เมื่อเราเสียใจหรือกลัดกลุ้มจะทำให้พลังชี่ในปอดไม่สามารถระบายออกไปได้ โดยหากเรามีอารมณ์เศร้าเสียใจเป็นระยะเวลานานๆ พลังของปอดจะถูกทำลาย เนื่องจากพลังชี่เป็นพลังขับเคลื่อนของชีวิต ผู้ที่เสียใจหรือกลัดกลุ้มมาก ๆ จึงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง หมดอาลัยตายอยาก บางคนอาจถึงขั้นตรอมใจตายเลยก็มี เหมือนกับที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆว่า “เสียใจจนแทบขาดใจตาย”
อารมณ์กลัว ส่งผลต่อไต ทำให้สารจิง (สารตั้งต้นตั้งแต่กำเนิด) และพลังชี่ดึงรั้งลงของไตสูญเสียไป เมื่อชี่เดินเลือดจะไหลเวียน (ชี่ผลักดันให้เลือดเคลื่อนที่) แต่หากชี่ไตดึงรั้งลงล่างย่อมจะนำพาเลือดให้ไหลลงตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีอาการกลัวสุดขีดจึงมักมีอาการหน้าซีด หน้ามืด เป็นลม ผมร่วง เหมือนกับคำพูดที่เราเคยได้ยินว่า “กลัวจนจับไข้หัวโกร๋น” โดยชี่ของไตจะดูดรั้งควบคุมปัสสาวะและอุจจาระ และการที่เกิดความกลัวอย่างเฉียบพลันรุนแรงจะทำร้ายไต ทำให้การกักเก็บปัสสาวะและอุจจาระในร่างกายสูญเสียไป เกิดอาการปัสสาวะหรืออุจจาระราด ดั่งคำที่ว่า “กลัวจนฉี่ราด” นั่นเอง